หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอ ควรมาพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะโดยเร็ว
หลายคนอาจไม่ทราบว่า โรคทางสมองและระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis), พาร์กินสัน หรือความผิดปกติแต่กำเนิดของไขสันหลัง สามารถส่งผลกระทบต่อ "กระเพาะปัสสาวะ" ได้โดยตรง ทำให้เกิดปัญหาปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะไม่สุด หรือปัสสาวะคั่งค้าง ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างไตวายได้
ทำไมต้องรีบตรวจและรักษา
ความเสี่ยงอันดับหนึ่งของผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ "ไตเสื่อม" จากแรงดันในกระเพาะปัสสาวะที่สูงผิดปกติเป็นเวลานาน ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกเจ็บหรือมีอาการเตือนชัดเจน เพราะเส้นประสาทที่รับความรู้สึกก็ถูกรบกวนไปด้วย ดังนั้นการวินิจฉัยและติดตามอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญมาก แม้ในผู้ที่ยังไม่มีอาการทางระบบประสาทชัดเจนก็ตาม
แพทย์ตรวจอะไรบ้าง
ซักประวัติและตรวจร่างกาย
ทั้งเรื่องการปัสสาวะ การขับถ่าย เพศสัมพันธ์ และระบบประสาท รวมถึงทดสอบความรู้สึกบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก
บันทึกพฤติกรรมปัสสาวะ
Bladder Diary อย่างน้อย 2–3 วัน เพื่อดูความถี่และปริมาณปัสสาวะในแต่ละวัน
ตรวจปัสสาวะเหลือค้าง
Post-void Residual ด้วยอัลตราซาวด์ เพื่อดูว่ากระเพาะปัสสาวะขับออกได้สมบูรณ์หรือไม่
Urodynamic Study
การตรวจพลศาสตร์การปัสสาวะ สำคัญที่สุด ดูว่ากระเพาะปัสสาวะและหูรูดทำงานสัมพันธ์กันหรือไม่
เป้าหมายการรักษา เรียงตามความสำคัญ
การดูแลแบบไม่ใช้ยา
- ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน กระตุ้นเส้นประสาท หรือไบโอฟีดแบ็ก ในผู้ป่วยบางกลุ่ม
การใช้ยา
- ยาต้านมัสคารินิก (Antimuscarinics) หรือ ยากลุ่ม Beta-3 agonist — ยาหลักสำหรับกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป
- ยากลุ่ม Alpha-blocker — ช่วยลดแรงต้านที่คอกระเพาะปัสสาวะ
- หากใช้ Desmopressin รักษาปัสสาวะกลางคืนบ่อย ต้องตรวจติดตามระดับโซเดียมในเลือดเป็นระยะ
การสวนปัสสาวะ
ในผู้ป่วยที่ปัสสาวะเองไม่ได้เต็มที่ แพทย์อาจแนะนำ การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว (Intermittent Catheterisation) ซึ่งผู้ป่วยหรือผู้ดูแลสามารถฝึกทำเองได้ที่บ้าน โดยต้องได้รับคำแนะนำวิธีการและความเสี่ยงอย่างละเอียดจากแพทย์หรือพยาบาลก่อนเสมอ
การฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน และการผ่าตัด
- Botox — ฉีดเข้าผนังกระเพาะปัสสาวะ ใช้เมื่อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไปและไม่ตอบสนองต่อยากิน
- ผ่าตัดขยายกระเพาะปัสสาวะ หรือ ใส่สลิง/หูรูดเทียม — สำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
- Sacral Neuromodulation — กระตุ้นเส้นประสาทบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บ ขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
ป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงกว่าคนทั่วไป และอาการมักไม่ชัดเจน ข้อแนะนำสำคัญ:
- ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองหรือรักษาการติดเชื้อที่ ไม่มีอาการ (พบเชื้อในปัสสาวะแต่ไม่มีอาการ)
- ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันต่อเนื่องนาน เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยา
- หากติดเชื้อซ้ำบ่อย ให้ตรวจหาสาเหตุ เช่น นิ่วหรือสายสวนที่คั่งค้าง
การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากอาการทางระบบประสาทและกระเพาะปัสสาวะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้ป่วยความเสี่ยงสูงจึงควรได้รับการตรวจติดตามไตและระบบทางเดินปัสสาวะเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที
สรุปสาระสำคัญ
โรคระบบประสาทที่ส่งผลต่อกระเพาะปัสสาวะเป็นภาวะที่ซับซ้อนและต้องดูแลเฉพาะบุคคล การวินิจฉัยที่แม่นยำและการติดตามอย่างต่อเนื่องคือกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว
มีอาการสงสัย ปรึกษาแพทย์ได้เลย
นพ.ชิติสรรค์ เสนขวัญแก้ว แพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ พร้อมให้คำปรึกษา